ไอศกรีม

ไอศกรีม (อังกฤษ: ice cream)

หรือภาษาปากว่า ไอติม เป็นของหวานแช่แข็งชนิดหนึ่ง ได้จากการผสมส่วนผสม นำไปผ่านการฆ่าเชื้อ แล้วนั้นนำไปปั่นในที่เย็นจัด เพื่อเติมอากาศเข้าไปพร้อม ๆ กับการลดอุณหภูมิ โดยอาศัยเครื่องปั่นไอศกรีม ไอศกรีมตักโดยทั่วไปจะต้องผ่านขั้นตอนการแช่เยือกแข็งอีกครั้งก่อนนำมาขายหรือรับประทาน

 

ไอศกรีมในประเทศไทย

ในประเทศไทยนั้น ไอศกรีมเริ่มเข้ามาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมตะวันตกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมาเผยแพร่ในสยาม หลังเสร็จประพาสอินเดีย, ชวาและสิงคโปร์ น้ำแข็งในตอนแรก ๆ ก็ยังไม่สามารถผลิตในประเทศได้ จึงต้องนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อไทยสั่งเครื่องทำน้ำแข็งเข้ามาก็เริ่มมีการทำไอศกรีมกินกันมากขึ้น ถือว่าไอศกรีมเป็นของเสวยเฉพาะสำหรับเจ้าขุนมูลนายเท่านั้น ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบันทึกไว้ว่า

Cquote1.svg

ไอศกรีมเป็นของที่วิเศษในเวลานั้น เพราะเพิ่งได้เครื่องทำน้ำแข็งอย่างเล็กที่เขาทำกันตามบ้านเข้ามา ทำบางวันน้ำก็แข็งบางวันก็ไม่แข็ง มีไอศกรีมบ้างบางวันก็ไม่มี จึงเห็นเป็นของวิเศษ

Cquote2.svg

โดยไอศกรีมในพระราชวังนั้นจะทำจากน้ำมะพร้าวอ่อน ใส่เม็ดมะขามคั่ว จนต่อมาเมื่อมีโรงงานทำน้ำแข็ง แต่ก็ยังถือเป็นของชั้นดี โดยมีไอศกรีมระดับชาวบ้านทำเองด้วย ในช่วงแรก ๆ นั้นไอศกรีมกะทิมีลักษณะเป็นน้ำแข็งละเอียดใส ๆ รสหวานไม่มาก และมีกลิ่นหอมของดอกนมแมว ในสมัยนั้นวิถีการกินของผู้คนจะนิยมกินอาหารกันในเรือนแพ เหมือนที่สมัยนั้นจะขายก๋วยเตี๋ยว หรือกาแฟกันบนเรือ

ลักษณะของไอศกรีมกะทิใส่ถ้วยพร้อมโรยด้วยถั่วลิสงคั่วก็มีมาตั้งแต่สมัยนั้น ซึ่งต่อมาไอศกรีมกะทิก็มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้น จากกะทิใส ๆ ก็มีความเข้มข้น มีการใส่ลอดช่อง, เม็ดแมงลัก และขนุนฉีกเข้าไป โดยคนไทยได้ดัดแปลงไอศกรีมของต่างชาติมาเป็นไอติมกะทิ โดยใช้กะทิสดผสมกับน้ำตาลนำไปปั่นให้แข็ง เนื้อไอติมค่อนข้างใสเป็นเกล็ดน้ำแข็งละเอียด เวลารับประทานต้องขูดไอติมออกจากขอบหม้อโลหะเมื่อไอติมเริ่มแข็งตัว ตอนขายตักใส่ถ้วยเป็นลูก ๆ เรียกไอติมตัก กินกับถั่ว ข้าวเหนียว หรือลูกชิด บางคนกินกับขนมปังที่หั่นเป็นท่อน และมีรอยแยกเป็นร่องอยู่ตรงกลาง [1]

ส่วน ไอศกรีมหลอด หรือไอศกรีมแท่งก็เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 โดยใช้น้ำหวานใส่หลอดสังกะสีและเขย่าให้แข็ง และมีก้านไม้เสียบ โดยจะใส่ถังขับไปขายตามถนน สั่นกระดิ่งเป็นสัญญาณเพื่อเรียกลูกค้า นอกจากนี้ยังมีจุดขายที่การลุ้นไอศกรีมฟรีจากไม้เสียบที่หากมีสีแดงป้ายอยู่ก็จะได้กินฟรีอีกหนึ่งแท่งด้วย ซึ่งไอศกรีมแบบหลอดก็มีการพัฒนาจนมาเป็นไอศกรีมโบราณที่มีส่วนผสมของนมโดยมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม อาจทานเป็นแท่ง หรือตัดใส่ถ้วยรับประทานก็ได้

จากนั้นมาก็เป็นยุคของไอศกรีมแบบวัฒนธรรมตะวันตกแท้ ๆ จนถึงปัจจุบัน

ไอศกรีมในรูปแบบต่าง ๆ

ไอศกรีมแท่ง

หรือภาษาปากว่า ไอติมแท่ง เป็นน้ำหวาน ซึ่งมักเจือสีสังเคราะห์ และแช่ให้แข็งเป็นแท่งพร้อมด้ามสำหรับถือรับประทานได้ ด้ามเช่นว่านั้นอาจเป็นไม้หรือวัสดุอื่น เช่น พลาสติก และที่ปราศจากด้ามเลยก็มี เช่น เสียบในซองพลาสติก (plastic sleeve) แทน

ศัพท์

ในภาษาอังกฤษ คำทั่วไปสำหรับเรียกไอศกรีมแท่ง คือ ice pop หรือ freezer pop

ในสหรัฐอเมริกาและบ้านใกล้เรือนเคียง เช่น แคนาดา เรียกไอศกรีมแท่งว่า “popsicle” ตามไอศกรีมแท่งยี่ห้อ “พ็อปซีเคิล” (Popsicle) ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งไอศกรีมแท่งทั้งปวง และในสหราชอาณาจักรว่า ice lolly, lolly ice หรือ ice lollipop ส่วนในประเทศไอร์แลนด์ว่า “freeze pop” และในบางภูมิภาคของประเทศออสเตรเลียว่า “ice block”

ในประเทศนิวซีแลนด์เรียกว่าไอศกรีมแท่งว่า “icy pole” ด้วยเหตุผลทำนองเดียวกับสหรัฐอเมริกา คือ ได้รับอิทธิพลจากไอศกรีมแท่งยี่ห้อ “ไอซีโพล” (Icy Pole)

สำหรับไอศกรีมแท่งแบบเสียบในซองพลาสติกนั้น ภาษาอังกฤษเรียก “ice pop”, “freezer pop” หรือ “freezie”

ประวัติ

มีบันทึกว่า ไอศกรีมแท่งนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1905 เมื่อแฟร็งก์ เอ็ปเพอร์สัน (Frank Epperson) เด็กชายวัยสิบเอ็ดปีชาวนครซานฟราสซิสโกคนหนึ่ง ลืมแก้วบรรจุน้ำผสมผงโซดาเสียบแท่งไม้กวนอาหารทิ้งไว้ที่ชานหลังบ้าน พอตกดึก อุณหภูมิลดลง ครั้นรุ่งเช้า เอ็ปเพอร์สันนึกขึ้นได้ และกลับไปหลังบ้านเพื่อจะนำน้ำโซดานั้นมาดื่ม แต่พบว่า น้ำในแก้วแข็งตัวเสียแล้ว เขาจึงนำแก้วดังกล่าวผ่านน้ำร้อนชั่วประเดี๋ยวเพื่อให้น้ำแข็งเลื่อนหลุดจากแก้วได้ และเขาก็ได้โซดาแท่งไปรับประทานเป็นที่โอชายิ่งนัก

ต่อมาใน ค.ศ. 1922 นักผจญเพลิงในเมืองโอกแลนด์ (Oakland) จัดงานลีลาศกัน ครั้งนั้นได้เลี้ยงน้ำหวานแท่งทำนองเดียวกับโซดาแท่งของเด็กชายเอ็ปเพอร์สันด้วย ในปีถัดมา เอ็ปเพอร์สันจึงจดสิทธิบัตรของหวานดังกล่าว ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ไอศกรีมแช่แข็งเสียบไม้” (frozen ice on a stick) และตั้งยี่ห้อโดยเอาชื่อตนประสมเข้าไปว่า “ไอศกรีมแท่งเอ็ปซีเคิล” หรือ “เอ็ปซีเคิลไอซ์พ็อป” (Epsicle ice pop) ต่อมาเขาจึงกร่อนยี่ห้อลงเหลือ “พ็อปซีเคิล” (Popsicle) โดยกล่าวว่า บุตรเขามักเรียกมันสั้น ๆ เช่นนั้นไอศกรีมแท่งของเอ็ปเพอร์สันได้รับความนิยมเป็นอันมาก ถึงขนาดที่ต่อมา ยี่ห้อของเขาได้รับการบรรจุในพจนานุกรมว่า สามารถหมายถึงไอศกรีมแท่งทั่วไป ๆ ได้ไม่ว่ายี่ห้ออะไร สองสามปีให้หลัง เอ็ปเพอร์สันขายสิทธิในยี่ห้อ “พ็อปซีเคิล” ให้แก่บริษัทโจโล (Joe Lowe Company) จากนครนิวยอร์ก

ซอฟต์เสิร์ฟ

หรือ ซอฟต์ครีม เป็นคำที่ใช้เพื่ออธิบายประเภทของไอศกรีมที่นุ่มกว่าไอศกรีมปกติ และขายเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 1930

ประวัติความเป็นมา

ในปี 1934 ทอม Carvel ผู้ก่อตั้งแบรนด์และแฟรนไชส์ ​​Carvel ประสบเหตุยางแบนในรถบรรทุกไอศกรีมของเขาในเมือง Hartsdale, นิวยอร์ก เขาจึงนำรถที่ยางแบนเข้าลานจอดรถและเริ่มขายไอศกรีมของเขาที่เริ่มละลายให้กับผู้ที่มาพักผ่อนที่สัญจรไปมา ภายในสองวันเขาสามารถขายไอศกรีมทั้งหมด และสรุปได้ว่า ที่ตั้งถาวรและ ซอฟต์เสิร์ฟ เป็นแนวคิดธุรกิจที่มีโอกาศทางธุรกิจได้สูงในปี 1936, Carvel เปิดร้านสาขาแรกของเขาบนรถตู้ที่เสียของเขา และริเริ่มการพัฒนาความลับของสูตรซอฟต์เสิร์ฟไอศกรีม พร้อมๆกับที่จดสิทธิบัตรเครื่องทำไอศกรีมซอฟต์เซิร์ฟ

Dairy Queen ยังอ้างว่าได้คิดค้นซอฟต์เสิร์ฟ ในปี 1938 ใกล้เมือง Moline, รัฐอิลลินอยส์, JF McCullough และลูกชายของ Alex ได้พัฒนาสูตรซอฟต์เสิร์ฟของพวกเขา  การทดลองขายของพวกเขาครั้งแรกคือเมื่อ 4 สิงหาคม 1938 ใน Kankakee, รัฐอิลลินอยส์ที่ร้านของเพื่อนของพวกเขา, ร้านชื่อโนเบิลเฮิร์บ พวกเขาขายซอฟต์เสิร์ฟได้ถึง 1600 ที่ภายในสองชั่วโมง

คุณลักษณะ

ซอฟต์เสิร์ฟโดยทั่วไป จะมีไขมันต่ำ (3-6%) กว่า ไอศกรีม (10-18%) และมีการผลิตที่อุณหภูมิประมาณ -4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับไอศกรีมซึ่งเก็บไว้ในเครื่องทำความเย็นที่ -15 องศาเซลเซียส ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟจะมีการนำอากาศใส่เข้าไปในขณะที่ปั่นไอศกรีม โดยเรียกว่า “overrun” ซึ่งจะมีสัดส่วนตั้งแต่ 0-60% ของเนื้อไอศกรีม อากาศเป็นตัวแปรหลักในการทำให้รสชาติไอศกรีมชนิดนี้แตกต่างกันออกไป ปริมาณอากาศที่น้อยกว่า จะทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นกว่า สีจะเข้มกว่า และอาจจะมีเกร็ดน้ำแข็งบ้างในบางโอกาศ ส่วนไอศกรีมที่มีปริมาณอากาศมากกว่า จะเนื้อมีสีขาวกว่าและรสชาติไอศกรีมจะไม่เข้มข้นเท่า ปริมาณอากาศที่เหมาะสมควรอยุ่ที่ 33-45% ของปริมาตรไอศกรีม

เพื่อป้องกันการไม่ให้เกิดเกร็ดน้ำแข็ง เครื่องผลิตไอศกรีมจะต้องทำไอศกรีมแข็งตัวเร็วที่สุด โดยปกติแล้วเครื่องผลิตไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟควรจะมีที่รักษาอุณหภูมิที่ 3-4 องศาเซลเซียส และ เครื่องจะทำงานโดนการปั่นไอศกรีมจากกระบอกผลิต เครื่องผลิตไอศกรีมมีทั้งระบบ Gravity และ Air Pump

ส่วนผสม

ส่วนผสมสด – สามารถเก็บรักษาไว้สุงสุด 5-7 วัน แต่ควรระวังเป้นอย่างยิ่งในการจัดเก็บและผสม เนื่องจากหากเกิดการเจือปน และมีอากาศร้อน อาจก่อให้เกิดแบคทีเรีย และสามารถทำให้ท้องเสียได้ง่าย

ส่วนผสมแบบผง – ข้อได้เปรียบคือ สามารถเก็บไว้ได้นาน สดวก และไม่ต้องการที่เยอะในการเก็บ แต่รสชาติอาจผิดเพี้ยนไปได้เนื่องจากต้องผสมน้ำ ซึ่งน้ำในแต่ละที่จะรสชาติไม่เหมือนกัน และผู้ผสมอาจใส่น้ำเกินหรือขาดได้ หลังจากผสมแล้วควรเก็บไว้ในที่ 1-4 ° C เพื่อลดการเจริยเติบโตของแบคทีเรียในน้ำและอากาศได้ ไม่ควรใช้น้ำอุ่นในการผสม เนื่องจากแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้เร็ว และข้อสำคัญ ผลิตภัณฑ์ควรได้รับ มาตรฐานจากองค์การอาหารและยา เนื่องจากนมมีสารเจือปนได้ง่าย และได้มีการลักลอบผลิตสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพสู่ตลาด โดยผู้บริโภคไม่ได้ระวัง ผู้ประกอบการอาจจะต้องโดนฟ้องร้องจากการขายสินค้าที่มีปัญหากับผู้บริโภคได้ ปัญจุบันในประเทศไทยมีทั้งผลิตภัณฑ์นำเข้า (China, Italy, New Zealand, Australia, USA) และผลิตเองในประเทศไทย

ส่วนผสมแบบน้ำ – ข้อได้เปรียบคือ สามารถเก็บได้นาน รสชาติไม่ผิดเพี้ยน แต่จัดเก็บลำบากกว่าแบบผง เมื่อเปิดภาชนะบรรจุแล้ว ควรทำตามขั้นตอนข้างต้น

ซันเด

(อังกฤษ: Sundae) เป็นไอศกรีมที่ประกอบด้วย ไอศกรีมที่ราดด้วยไซรัปและมีทอปปิ้งวางอยู่บนไอศกรีม แล้วเสิร์ฟมาในถ้วย

อ้างอิง

ขอบคุณที่มา : www.google.co.th/

Advertisements
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Hello world!

Welcome to WordPress.com! This is your very first post. Click the Edit link to modify or delete it, or start a new post. If you like, use this post to tell readers why you started this blog and what you plan to do with it.

Happy blogging!

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น